ประวัติเซปักตะกร้อ
ตะกร้อเป็นกีฬาที่ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในประเทศใด สมัยใด และใครเป็นผู้คิดค้นการเล่นขึ้น แต่ประเทศที่นิยมเล่นตะกร้อมาเป็นเวลานานนั้นมีหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน
จะ เห็นว่าตะกร้อเตะเล่นนั้น คนไทยเล่นมานานแล้วควบคู่ไปกับการเล่นกระบี่กระบอง เนื่องจากประเทศไทยมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหวาย จึงได้ตัดหวายมาดัดแปลงเป็นอาวุธโบราณจำลอง เพื่อใช้ในการต่อสู้แทนอาวุธจริง แต่ไทยเราเริ่มสานตะกร้อเล่นเมื่อไหร่กันแน่นั้น ยังหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อประมวลความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว น่าจะเชื่อได้ว่าคนไทยเริ่มเล่นตะกร้อกันจริงจังในสมัยอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยช่างนั้นเป็นระยะสงคราม ทหารต้องเดินทางยาวนาน เมื่อถึงทำเลที่เหมาะก็จะสร้างค่ายพักแรมขึ้น ก็ไม่การทำไร่ไถนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นเสบียง ในช่วงนี้เองทหารมีเวลาพักผ่อน บ้างก็ออกไปลาดตะเวนด้วยพาหนะม้า จึงได้มีการสานตะกร้อหุ้มปากม้าเพื่อป้องกันมิให้ม้าร้องส่งเสียงดังเพราะจะ ทำให้การลาดตระเวนไม่เป็นผล บ้างก็หาของป่าทั้งสัตว์และพืชมาเป็นอาหาร และได้พบว่ายอดหวายเป็นอาหารวิเศษของเหล่าทหาร เมื่อตัดหวายและนำยอดมาประกอบอาหารส่วนลำต้นก็นำมาสานเตะเล่น เหตุเพราะคนไทยรักในกีฬาประเภทเตะต่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าเตะ แล้วให้ความสนุกสนานร่าเริง จึงได้ตัดหวายแล้วนำมาสานเตะเล่นกันอย่างแพร่หลายในกองทัพ นอกจากนี้ยังมีการโยนรับด้วยมืออีกด้วย มีข้อความบันมึกไว้ว่าทางราชการได้สานตะกร้อขนาดใหญ่สำหรับใส่นักโทษที่ กระทำความผิดร้ายแรงให้ช้างเตะไปตามถนน เป็นไปได้ว่า คนไทยเรามีฝีมือในการสานตะกร้อชนิดต่างๆ มานานแล้ว โดยเฉพาะตะกร้อที่ใช้เตะ และน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่เล่นตะกร้อ อย่างไรก็ตาม คงจะมีทหารกองสอดแนมของพม่าได้พบเห็นเข้า จึงตัดหวายไปลองสานดูบ้าง แต่สานเป็นแบบหลวมโปร่ง มีน้ำหนักน้อย เพราะอาจจะดูการสานของไทยไม่ถนัด พม่าจึงเรียกหวายที่สานเป็นตะกร้อขึ้นแบบหลวม ๆ ว่า “ชินลง” ( CHINLONG )
ทางตอนใต้ของประเทศไทย ประเทศมาเลเซียก็นิยมเล่นตะกร้อที่สานด้วยหวายเช่นกัน เนื่องจากมีต้นหวายขึ้นหนาแน่นในบริเวณนั้น เข้าใจว่าคงได้แบบอย่างไปจากพม่าและไทยปะปนกัน ในระยะหลังๆ ลูกตะกร้อที่มาเลเซียสานขึ้นมานั้นจึงมีลักษณะสองชั้น ตะกร้อลูกเล็กอยู่ชั้นในโดยสานแน่นแบบไทย ส่วนชั้นนอกนั้นสานหลวม ๆ แบบพม่า ตะกร้อแบบมาเลเซียจึงมีน้ำหนักมากและมีความยืดหยุ่นได้ดี ชาวมาเลเซียเรียกตะกร้อว่า “เซปัก – รากา” ( SEPAK RAKA )
นอกจากนี้ประเทศฟิลิปปินส์ที่เล่นตะกร้อ แต่เรียกตะกร้อว่า “ซิปัก” ( SIPAK ) เข้าใจว่าอาจเรียกตามแบบมาเลเซีย แต่ฟิลิปปินส์มาฝึกเล่นภายหลัง
เมื่อพิจารณาจากงานเขียนของ เฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีลซึ่งได้เขียนหนังสือเรื่อง NARRATIVE OF
A RESIDENCE INSIAM ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1852 ได้กล่าวถึงตะกร้อชนิดหนึ่ง เป็นลูกหนังแล้วปีกด้วยขนไก่ พร้อมทั้งมีภาพเขียนคนไว้ผมจุกล้อมลงเตะตะกร้อชนิดนี้อยู่ การเตะตะกร้อยังมีการกล่าวถึงในหนังสือพงศาวดารจีนเรื่อง “ซุยถัง” อีกด้วย จึงเป็นข้อมูลที่น่าพิจารณาว่าใครได้แบบอย่างไปจากใคร อนึ่งในภาพคนล้อมวงเตะตะกร้อที่เล่นอยู่ในประเทศจีน และมีการกล่าวไว้ในซุยถังนั้น น่าจะเป็นชนเผ่าไตหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในแผ่นดินจีน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สรุปได้ว่าชาวไตหรือชาวไทเล่นตะกร้อก่อนชนชาติอื่น
จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมเล่นตะกร้อ โดยเรียกตะกร้อว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ซึ่งออกเสียงคล้ายคำว่า “ตะกร้อ” ของไทย หรือเป็นไปได้ว่าชนเผ่าไตที่อยู่ภายใต้การครอบครองได้เล่นตะกร้อและเรียกว่าเตกโก และคำนี้เองเป็นต้นเค้าของคะว่าตะกร้อหรือกะต้อ ( คำที่ชาวอีสานเรียก ) ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การเล่นตะกร้อมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ใช้เท้าเตะหรือใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ส่วนชื่อที่ใช้เรียกตะกร้อก็เรียกกันไปตามภาษาของแต่ละประเทศ เช่น พม่าเรียกว่า “ชินลง” ( CHINLON ) มาเลเซียเรียกว่า “เซปัก รากา” ( SAPAK RAKA ) ฟิลิปปินส์เรียกว่า “ซิปัก” ( SIPAK ) จีนเรียกว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ไทยเรียกว่า “ตะกร้อ” ( TAKRAW )
ปัจจุบันกีฬาตะกร้อได้รับการส่งเสริมให้มีการเล่นกันอย่างแร่หลายมากขึ้น เพราะนอกจากหน่วยงานต่างๆ และสมาคมกีฬาไทยจะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาตะกร้อเป็นประจำแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ยังกำหนดเนื้อหาวิชาตะกร้อไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนได้เรียนเป็นวิชาพลศึกษาในโรงเรียนอีกด้วย
ที่มา http://203.172.208.244/web/stu01/site2_1/index2.htm
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น