วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

โครงงาน


โครงงานออกแบบระบบการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรม Weblog


วิชา   สุขศึกษา





เสนอโดย


นาย จตุรงค์      ผาทอง           รหัสประจำตัวนักศึกษา 53161301038





1. หลักการและเหตุผล


                      ปัจจุบันเป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์   ซึ่งเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน และทั้งในชีวิตประจำวันของมากขึ้น กานนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นสื่อในการสอนเป็นทางเลือกในการสอนอีกทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก และมีความสะดวกของครูผู้สอนและผู้เรียนเพื่อใช้ในการศึกษาในวิชานั้นๆและเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้สื่อนวัตกรรม Weblog เป็น สื่อการเรียนการสอนได้อย่างชำนาญ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน จึงได้จัดทำสื่อการเรียนของรายวิชา โดยใช้นวัตกรรม weblog มา เป็นสื่อการเรียนการสอน สำหรับวิชาสุขศึกษา เพื่อเป็นการทดลองใช้สื่อการสอนกับผู้เรียนในชั้นเรียน และนอกชั้นเรียน ให้เข้าถึงจุดประสงค์และศึกษารายวิชาสุขศึกษาได้ด้วยตนเอง


2.  วัตถุประสงค์


              เพื่อสร้างสื่อการสอน








3.   กลุ่มเป้าหมาย


                       นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1





4.   วิธีดำเนินงาน


          
           4.1  วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางสาระวิชาพลศึกษา
              4.2 เชียนโครงงาน          
           4.3 ออกแบบระบบการสอน
           4.4 เขียนประมวลรายวิชาและแผนการเรียนรู้
           4.5 กำหนดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียน
           4.6 สร้างแบบทดสอบออนไลน์
           4.7 สร้าง web Blog และนำข้อมูลในข้อ 2-6 ขึ้นเว็บ






5.    ผู้รับผิดชอบโครงการ


                 นาย   จตุรงค์    ผาทอง ชั้นปีที่ 2/2 เลขที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ 
                    รหัสนักศึกษา 53161301038      สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี


                         


6.     งบประมาณ


                           ไม่มี





7. สถานที่ดำเนินการ


                          1. ระบบ Internet ซึ่งดำเนินการติดตั้ง และดูแลโดยสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตอุดรธานี


                          2. Weblog ที่ให้บริการโดย Google








8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ


           ได้สื่อการสอน นวัตกรรม Web blog วิชาสุขศึกษา




9.ที่ปรึกษาโครงงาน


                 อาจารย์ สุวลัยพร พันธ์โยธี



                       


วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

SepakTakraw SEA Games 2011 Indonesia-Thailand Men's Team -C

ตะกร้อ

ประวัติเซปักตะกร้อ


  คำว่า “ตะกร้อ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. 2525 ให้คำนิยาม “ตะกร้อ” ไว้ว่า “ของเล่นชนิดหนึ่ง ลูกกลม สานด้วยหวายเป็นตาๆ สำหรับเตะ” ปัจจุบันตะกร้อใช้วัสดุประเภทใยสังเคราะห์ หรือพลาสติกและไม่ได้สานด้วยมือ แต่ใช้เครื่องจักรและกรรมวิธีอื่นๆ เพราะหวายนั้นค่อนข้างหายากและขาดแรงงานฝีมือ “ตะกร้อ” ตะกร้อยังมีความหมายมากกว่าของเตะเล่น โดยปรากฏในพจนานุกรมอีกว่า เป็น “เครื่องมือสอยผลไม้ มีด้ามยาว รูปรี ทำด้วยไม้เป็นซี่ เครื่องสานรูปทรงกระบอก สำหรับใส่ไว้ในประถางยาดองและกะปิ เพื่อกันเอาแต่น้ำ
                 ตะกร้อเป็นกีฬาที่ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในประเทศใด สมัยใด และใครเป็นผู้คิดค้นการเล่นขึ้น แต่ประเทศที่นิยมเล่นตะกร้อมาเป็นเวลานานนั้นมีหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน

จะ เห็นว่าตะกร้อเตะเล่นนั้น คนไทยเล่นมานานแล้วควบคู่ไปกับการเล่นกระบี่กระบอง เนื่องจากประเทศไทยมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหวาย จึงได้ตัดหวายมาดัดแปลงเป็นอาวุธโบราณจำลอง เพื่อใช้ในการต่อสู้แทนอาวุธจริง แต่ไทยเราเริ่มสานตะกร้อเล่นเมื่อไหร่กันแน่นั้น ยังหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อประมวลความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว น่าจะเชื่อได้ว่าคนไทยเริ่มเล่นตะกร้อกันจริงจังในสมัยอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยช่างนั้นเป็นระยะสงคราม ทหารต้องเดินทางยาวนาน เมื่อถึงทำเลที่เหมาะก็จะสร้างค่ายพักแรมขึ้น ก็ไม่การทำไร่ไถนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นเสบียง ในช่วงนี้เองทหารมีเวลาพักผ่อน บ้างก็ออกไปลาดตะเวนด้วยพาหนะม้า จึงได้มีการสานตะกร้อหุ้มปากม้าเพื่อป้องกันมิให้ม้าร้องส่งเสียงดังเพราะจะ ทำให้การลาดตระเวนไม่เป็นผล บ้างก็หาของป่าทั้งสัตว์และพืชมาเป็นอาหาร และได้พบว่ายอดหวายเป็นอาหารวิเศษของเหล่าทหาร เมื่อตัดหวายและนำยอดมาประกอบอาหารส่วนลำต้นก็นำมาสานเตะเล่น เหตุเพราะคนไทยรักในกีฬาประเภทเตะต่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าเตะ แล้วให้ความสนุกสนานร่าเริง จึงได้ตัดหวายแล้วนำมาสานเตะเล่นกันอย่างแพร่หลายในกองทัพ นอกจากนี้ยังมีการโยนรับด้วยมืออีกด้วย มีข้อความบันมึกไว้ว่าทางราชการได้สานตะกร้อขนาดใหญ่สำหรับใส่นักโทษที่ กระทำความผิดร้ายแรงให้ช้างเตะไปตามถนน เป็นไปได้ว่า คนไทยเรามีฝีมือในการสานตะกร้อชนิดต่างๆ มานานแล้ว โดยเฉพาะตะกร้อที่ใช้เตะ และน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่เล่นตะกร้อ อย่างไรก็ตาม คงจะมีทหารกองสอดแนมของพม่าได้พบเห็นเข้า จึงตัดหวายไปลองสานดูบ้าง แต่สานเป็นแบบหลวมโปร่ง มีน้ำหนักน้อย  เพราะอาจจะดูการสานของไทยไม่ถนัด พม่าจึงเรียกหวายที่สานเป็นตะกร้อขึ้นแบบหลวม ๆ ว่า “ชินลง” ( CHINLONG )
            ทางตอนใต้ของประเทศไทย ประเทศมาเลเซียก็นิยมเล่นตะกร้อที่สานด้วยหวายเช่นกัน เนื่องจากมีต้นหวายขึ้นหนาแน่นในบริเวณนั้น เข้าใจว่าคงได้แบบอย่างไปจากพม่าและไทยปะปนกัน ในระยะหลังๆ ลูกตะกร้อที่มาเลเซียสานขึ้นมานั้นจึงมีลักษณะสองชั้น ตะกร้อลูกเล็กอยู่ชั้นในโดยสานแน่นแบบไทย ส่วนชั้นนอกนั้นสานหลวม ๆ แบบพม่า ตะกร้อแบบมาเลเซียจึงมีน้ำหนักมากและมีความยืดหยุ่นได้ดี ชาวมาเลเซียเรียกตะกร้อว่า “เซปัก – รากา”  (  SEPAK RAKA )
           นอกจากนี้ประเทศฟิลิปปินส์ที่เล่นตะกร้อ แต่เรียกตะกร้อว่า “ซิปัก” ( SIPAK ) เข้าใจว่าอาจเรียกตามแบบมาเลเซีย แต่ฟิลิปปินส์มาฝึกเล่นภายหลัง
           เมื่อพิจารณาจากงานเขียนของ เฟรเดอริค อาร์เธอร์  นีลซึ่งได้เขียนหนังสือเรื่อง  NARRATIVE  OF
A RESIDENCE INSIAM ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1852 ได้กล่าวถึงตะกร้อชนิดหนึ่ง เป็นลูกหนังแล้วปีกด้วยขนไก่ พร้อมทั้งมีภาพเขียนคนไว้ผมจุกล้อมลงเตะตะกร้อชนิดนี้อยู่ การเตะตะกร้อยังมีการกล่าวถึงในหนังสือพงศาวดารจีนเรื่อง “ซุยถัง” อีกด้วย จึงเป็นข้อมูลที่น่าพิจารณาว่าใครได้แบบอย่างไปจากใคร อนึ่งในภาพคนล้อมวงเตะตะกร้อที่เล่นอยู่ในประเทศจีน และมีการกล่าวไว้ในซุยถังนั้น น่าจะเป็นชนเผ่าไตหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในแผ่นดินจีน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สรุปได้ว่าชาวไตหรือชาวไทเล่นตะกร้อก่อนชนชาติอื่น
           จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมเล่นตะกร้อ โดยเรียกตะกร้อว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ซึ่งออกเสียงคล้ายคำว่า “ตะกร้อ” ของไทย หรือเป็นไปได้ว่าชนเผ่าไตที่อยู่ภายใต้การครอบครองได้เล่นตะกร้อและเรียกว่าเตกโก และคำนี้เองเป็นต้นเค้าของคะว่าตะกร้อหรือกะต้อ ( คำที่ชาวอีสานเรียก ) ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
           อย่างไรก็ตาม การเล่นตะกร้อมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ใช้เท้าเตะหรือใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ส่วนชื่อที่ใช้เรียกตะกร้อก็เรียกกันไปตามภาษาของแต่ละประเทศ เช่น พม่าเรียกว่า “ชินลง” ( CHINLON )  มาเลเซียเรียกว่า “เซปัก รากา”  ( SAPAK RAKA ) ฟิลิปปินส์เรียกว่า “ซิปัก” ( SIPAK )  จีนเรียกว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ไทยเรียกว่า     “ตะกร้อ” ( TAKRAW )
            ปัจจุบันกีฬาตะกร้อได้รับการส่งเสริมให้มีการเล่นกันอย่างแร่หลายมากขึ้น เพราะนอกจากหน่วยงานต่างๆ และสมาคมกีฬาไทยจะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาตะกร้อเป็นประจำแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ยังกำหนดเนื้อหาวิชาตะกร้อไว้ในหลักสูตร   ให้นักเรียนได้เรียนเป็นวิชาพลศึกษาในโรงเรียนอีกด้วย           



ที่มา http://203.172.208.244/web/stu01/site2_1/index2.htm